บริการของเรา ทำไมต้องที่นี่ แพทย์ผู้ดูแล สถานที่
คลังความรู้
บทความ หนังสือ YouTube
ติดตามเรา ติดต่อ FAQ ประเมินความจำ นัดหมายปรึกษาแพทย์
หน้าหลัก คลังความรู้ โรคระบบประสาทอื่นๆ อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด
3 โรคระบบประสาทอื่นๆ — ภาวะแทรกซ้อนจากงูสวัด

อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia)

ปวดแสบปวดร้อนหลังงูสวัดหาย...อย่าคิดว่าเป็นเรื่องปกติ

อ่านประมาณ 9 นาที นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ

หลายคนเข้าใจว่าเมื่อผื่นงูสวัดแห้งและหายดีแล้ว โรคก็จบลง แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยบางรายยังคงต้องเผชิญกับอาการปวดที่ทรมานต่อไปอีกหลายเดือน หรือบางคนอาจนานเป็นปี

อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด Postherpetic Neuralgia

อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia; PHN) ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยหลังเป็นงูสวัด

อาการปวดแสบ ปวดแปลบ เหมือนไฟลวก หรือเจ็บแม้เพียงเสื้อผ้าสัมผัสผิวหนัง อาจเป็นสัญญาณของ อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia; PHN) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

🎉 ข่าวดี!

หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก สามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการ และเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างมาก

อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด คืออะไร?

ภาวะนี้เกิดจากการที่ เชื้อไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus; VZV) ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสและงูสวัด เข้าไปทำลายเส้นประสาทระหว่างการติดเชื้อ

💡 กลไกสำคัญ

แม้ว่าผื่นงูสวัดจะหายแล้ว แต่เส้นประสาทที่ได้รับความเสียหายยังคงส่งสัญญาณความเจ็บปวดผิดปกติไปยังสมอง ทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังต่อเนื่อง

อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัดเริ่มเมื่อไร?

ผู้ป่วยหลายคนเข้าใจว่าอาการปวดจะเกิดขึ้นหลังผื่นงูสวัดหายแล้วเท่านั้น แต่ความจริง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเริ่มมีอาการปวดตั้งแต่ช่วงที่เป็นงูสวัดอยู่แล้ว และอาการปวดนั้นยังคงต่อเนื่องแม้ว่าผื่นจะหายไป

โดยทั่วไป ผื่นงูสวัดมักหายภายใน 2–4 สัปดาห์ แต่หากอาการปวดยังคงอยู่ นานกว่า 3 เดือนนับจากวันที่ผื่นเริ่มขึ้น จะเรียกว่า อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia; PHN)

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดเด่นชัดขึ้นหลังผื่นหายแล้ว ซึ่งเป็นผลจากเส้นประสาทที่ถูกไวรัสทำลายระหว่างการติดเชื้อ ทำให้เส้นประสาทส่งสัญญาณความเจ็บปวดผิดปกติ แม้ผิวหนังจะกลับมาเป็นปกติแล้วก็ตาม

อาการเป็นอย่างไร?

ผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกัน แต่ที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ปวดแสบร้อนเหมือนไฟลวก
  • ปวดจี๊ดหรือปวดแปลบเหมือนไฟฟ้าช็อต
  • ปวดตลอดเวลา หรือปวดเป็นพัก ๆ
  • เจ็บมากเมื่อมีสิ่งมากระทบเบา ๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าห่ม หรือแม้แต่ลมพัด (Allodynia)
  • ชา หรือรู้สึกไวต่อการสัมผัสผิดปกติ
  • นอนหลับยาก อารมณ์แย่ และทำกิจวัตรประจำวันลำบาก
⚠️ ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

อาการมักเกิดในตำแหน่งเดียวกับที่เคยมีผื่นงูสวัดมาก่อน และในบางรายอาจรุนแรงจนไม่สามารถใส่เสื้อผ้าหรือแตะต้องบริเวณนั้นได้

ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?

แม้ผู้ป่วยงูสวัดทุกคนสามารถเกิดภาวะนี้ได้ แต่จะพบมากขึ้นในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น

  • อายุ 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่มีอาการงูสวัดรุนแรงหรือมีผื่นเป็นบริเวณกว้าง
  • ผู้ที่มีอาการปวดมากตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของงูสวัด
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือโรคประจำตัวบางชนิด

วินิจฉัยอย่างไร?

แพทย์จะอาศัย

  • ประวัติการเป็นงูสวัดในอดีต
  • ลักษณะและตำแหน่งของอาการปวด
  • การตรวจระบบประสาท

โดยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องตรวจพิเศษ แต่หากอาการไม่เข้าได้กับโรค หรือสงสัยสาเหตุอื่น อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

รักษาอย่างไร?

การรักษามีเป้าหมายเพื่อลดอาการปวด ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ

1

ยารักษาอาการปวดเส้นประสาท

เป็นยาหลักในการรักษา เช่น

  • Pregabalin
  • Gabapentin

ในบางรายอาจใช้ยากลุ่มต้านซึมเศร้าบางชนิด เช่น Amitriptyline หรือ Duloxetine ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดเส้นประสาทได้

2

ยาแก้ปวด

อาจใช้ร่วมกันตามความรุนแรงของอาการ เช่น

  • Paracetamol
  • ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) ในผู้ป่วยที่เหมาะสม
  • ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ในบางรายที่มีอาการรุนแรง โดยอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
3

การรักษาเฉพาะที่

ผู้ป่วยบางรายอาจเหมาะกับ

  • แผ่นแปะยาชา (Lidocaine patch)
  • ยาทาผิวหนังหรือแผ่นแปะแคปไซซิน (Capsaicin) ในผู้ป่วยที่เหมาะสม
4

การรักษาแทรกแซง

หากรักษาด้วยยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาวิธีรักษาเพิ่มเติม เช่น

  • การฉีดยาบล็อกเส้นประสาท
  • การทำหัตถการลดอาการปวด
  • การฝังเครื่องกระตุ้นเส้นประสาทในผู้ป่วยที่คัดเลือกอย่างเหมาะสม

การรักษาจะเลือกให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ป้องกันได้หรือไม่?

วิธีที่ดีที่สุดคือ ลดโอกาสการเกิดงูสวัดตั้งแต่แรก

💉 วัคซีนป้องกันงูสวัด

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันงูสวัดที่ช่วยลดทั้งโอกาสการเกิดโรค และลดความเสี่ยงของอาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัดได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป

⏱️ รีบพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมง

หากเป็นงูสวัด ควรรีบพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมงแรก เพื่อรับยาต้านไวรัส ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของโรค และอาจลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนนี้ได้

📋 อย่าทนปวด เพราะยิ่งรักษาเร็ว ผลลัพธ์ยิ่งดี

  • หลายคนคิดว่าอาการปวดหลังงูสวัดเป็นเรื่องที่ต้องอดทนและจะหายเอง แต่ความจริงแล้ว หากปล่อยไว้นาน เส้นประสาทอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงจนทำให้อาการปวดเรื้อรังรักษาได้ยากขึ้น
  • หากคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการปวดแสบร้อน ปวดแปลบ หรือเจ็บผิดปกติหลังเป็นงูสวัด อย่าปล่อยให้ความเจ็บปวดทำลายคุณภาพชีวิต
  • การพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ลดความทรมาน และเพิ่มโอกาสในการควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา — คลินิกรักษ์สมอง

คลังความรู้โรคสมอง

www.dradisak.com