"เมื่อคืนยังปกติดี แต่เช้าวันนี้พอลุกจากเตียง ทุกอย่างก็หมุนไปหมด"
นี่เป็นประโยคที่แพทย์มักได้ยินจากผู้ป่วยที่มาด้วยอาการบ้านหมุน หลายคนเล่าว่าเพียงแค่พลิกตัว ลุกจากเตียง ก้มหน้า หรือเงยหน้า ก็รู้สึกเหมือนห้องทั้งห้องกำลังหมุนอย่างรุนแรง จนต้องรีบนอนลงและหลับตา แต่เมื่ออยู่นิ่ง ๆ อาการกลับค่อย ๆ ดีขึ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที
ในคลินิกโรคระบบประสาท อาการลักษณะนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้ผู้ป่วยรีบมาพบแพทย์ หลายคนกังวลว่าตนเองอาจกำลังเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มีเนื้องอกในสมอง หรือกำลังเผชิญกับโรคร้ายแรง แต่ในความเป็นจริง สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดกลับเป็นโรคที่รักษาได้ นั่นคือ โรคหินปูนในหูชั้นในหลุด หรือ Benign Paroxysmal Positional Vertigo (BPPV)
💡 ข่าวดี!
แม้ชื่อโรคจะฟังดูซับซ้อน แต่ BPPV เป็นสาเหตุของอาการบ้านหมุนที่พบได้บ่อยที่สุด และหากได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
โรคหินปูนในหูชั้นในหลุดคืออะไร?
ภาพประกอบ: ผลึก otoconia ในหูชั้นใน และกลไกการเกิดอาการบ้านหมุน
คำว่า "หินปูน" ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงก้อนหินปูนที่เกิดขึ้นภายในหู แต่หมายถึงผลึกแคลเซียมขนาดเล็กที่เรียกว่า otoconia ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการทรงตัวในหูชั้นใน
โดยปกติ ผลึกเหล่านี้จะเกาะอยู่ในอวัยวะรับการทรงตัว ทำหน้าที่ช่วยให้สมองรับรู้การเคลื่อนไหวของศีรษะและแรงโน้มถ่วงได้อย่างแม่นยำ แต่เมื่อผลึกบางส่วนหลุดออกจากตำแหน่งเดิมและเคลื่อนเข้าไปอยู่ในท่อรับการทรงตัว (semicircular canal) ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนท่าศีรษะ ผลึกเหล่านี้จะเคลื่อนที่ไปกับของเหลวภายในหูชั้นใน ส่งสัญญาณที่ผิดปกติไปยังสมอง
ผลที่ตามมาคือ สมองเข้าใจผิดว่าศีรษะหรือร่างกายกำลังหมุน ทั้งที่ความจริงไม่ได้มีการเคลื่อนไหว จึงเกิดอาการบ้านหมุนขึ้น
อาการที่พบบ่อย
ลักษณะอาการของ BPPV ค่อนข้างจำเพาะ และมักช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่การซักประวัติ
- บ้านหมุนทันทีเมื่อพลิกตัวบนเตียง
- เวียนศีรษะเมื่อลุกจากเตียง ก้มหน้า หรือเงยหน้า
- อาการแต่ละครั้งเป็นไม่นาน ส่วนใหญ่นานไม่ถึง 1 นาที
- เมื่อหยุดขยับศีรษะ อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น
- อาจมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย
ในช่วงที่ไม่มีการเปลี่ยนท่าศีรษะ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
ทำไมอาการจึงมักเกิดตอนลุกจากเตียง?
หลายคนสังเกตว่าอาการมักเกิดขึ้นในช่วงเช้าหลังตื่นนอน หรือเวลาพลิกตัวบนเตียง สาเหตุเป็นเพราะระหว่างที่เรานอน ผลึกแคลเซียมที่หลุดออกมาจะตกค้างอยู่ในตำแหน่งหนึ่งของท่อรับการทรงตัว เมื่อมีการเปลี่ยนท่าศีรษะ ผลึกเหล่านี้จึงเคลื่อนที่ไปกับของเหลวภายในหูชั้นใน กระตุ้นเซลล์รับการทรงตัว ส่งผลให้เกิดอาการบ้านหมุนขึ้นอย่างเฉียบพลัน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ป่วยจำนวนมากพูดเหมือนกันว่า "อาการจะเป็นเฉพาะเวลาพลิกตัวหรือลุกจากเตียง"
ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?
BPPV สามารถพบได้ในทุกวัย แต่พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี เนื่องจากผลึกแคลเซียมมีโอกาสหลุดออกจากตำแหน่งเดิมได้ง่ายขึ้นตามวัย นอกจากนี้ยังพบได้บ่อยในผู้ที่
- เคยได้รับอุบัติเหตุหรือกระแทกศีรษะ
- เคยมีการอักเสบของหูชั้นใน
- มีประวัติไมเกรน
- เคยเป็นโรคหินปูนในหูชั้นในหลุดมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่พบปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจน
แพทย์วินิจฉัยโรคนี้อย่างไร?
หัวใจสำคัญของการวินิจฉัยคือการซักประวัติและการตรวจร่างกาย แพทย์จะสอบถามว่าอาการเกิดขึ้นเมื่อใด เป็นอยู่นานเท่าใด และสัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่าศีรษะหรือไม่ จากนั้นจะตรวจการเคลื่อนไหวของดวงตา และอาจทำการทดสอบที่เรียกว่า Dix-Hallpike test ซึ่งเป็นการเปลี่ยนท่าศีรษะตามขั้นตอนมาตรฐาน เพื่อดูว่าสามารถกระตุ้นอาการและการกระตุกของลูกตา (nystagmus) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคได้หรือไม่
💡 ไม่จำเป็นต้อง CT หรือ MRI เสมอไป
ในผู้ป่วยที่มีประวัติและผลการตรวจเข้าได้กับ BPPV และไม่มีอาการผิดปกติทางระบบประสาทร่วมด้วย ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ MRI
การรักษา
1
การจัดท่าศีรษะ (Canalith Repositioning Maneuver)
หลายคนเข้าใจว่าการรักษาโรคนี้คือการรับประทานยาแก้เวียนศีรษะ แต่ในความเป็นจริง ยาเพียงช่วยบรรเทาอาการชั่วคราว ไม่ได้แก้ไขสาเหตุของโรค
การรักษาหลักคือ Epley maneuver ซึ่งเป็นการจัดท่าศีรษะตามลำดับขั้นตอนเพื่อช่วยให้ผลึกแคลเซียมเคลื่อนกลับไปยังตำแหน่งเดิม
ผู้ป่วยจำนวนมากมีอาการดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่รักษา ขณะที่บางรายอาจต้องทำซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้งจึงจะหายสนิท หลังการรักษา ผู้ป่วยอาจยังรู้สึกโคลงเคลงหรือมึนศีรษะเล็กน้อยได้อีก 2–3 วัน ซึ่งมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง
เมื่อไรที่อาการบ้านหมุนอาจไม่ใช่ BPPV?
แม้โรคหินปูนในหูชั้นในหลุดจะเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการบ้านหมุน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการบ้านหมุนจะเป็นโรคนี้
⚠️ สัญญาณเตือน — รีบไปโรงพยาบาลทันที
หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคทางระบบประสาทที่ต้องการการรักษาเร่งด่วน
- แขนหรือขาอ่อนแรง หรือหน้าเบี้ยว
- พูดไม่ชัด หรือกลืนลำบาก
- เดินเซมากหรือเดินไม่ได้
- มองเห็นภาพซ้อน
- ปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ
- หมดสติ
ป้องกันโรคหินปูนในหูชั้นในหลุดได้หรือไม่?
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมผลึกแคลเซียมในหูชั้นในจึงหลุดออกจากตำแหน่งเดิม อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพโดยรวมอาจช่วยลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำได้ เช่น
- ลุกจากเตียงหรือเปลี่ยนท่าทางอย่างช้า ๆ โดยเฉพาะหลังเพิ่งหายจากอาการ
- หลีกเลี่ยงการกระแทกศีรษะ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- หากตรวจพบภาวะขาดวิตามินดี ควรได้รับการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะมีงานวิจัยบางส่วนพบว่าอาจช่วยลดการกลับเป็นซ้ำในผู้ป่วยบางกลุ่มได้
หากเคยเป็นโรคนี้มาก่อน และกลับมามีอาการบ้านหมุนแบบเดิมเมื่อพลิกตัว ลุกจากเตียง ก้มหน้า หรือเงยหน้า ไม่ควรซื้อยาแก้เวียนศีรษะรับประทานเองเป็นเวลานาน แต่ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อยืนยันการวินิจฉัย
📋 สรุปสิ่งที่ควรรู้
- ✓BPPV เกิดจากผลึกแคลเซียม (otoconia) หลุดออกจากตำแหน่งเดิมในหูชั้นใน ทำให้สมองรับสัญญาณผิดปกติและเกิดอาการบ้านหมุนเมื่อเปลี่ยนท่าศีรษะ อาการมักเป็นไม่ถึง 1 นาที
- ✓การรักษาหลักคือการจัดท่าศีรษะด้วย Epley maneuver ไม่ใช่การรับประทานยา ผู้ป่วยจำนวนมากดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่รักษา
- ✓หากมีอาการบ้านหมุนร่วมกับแขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือปวดศีรษะรุนแรง ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง
นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา — คลินิกรักษ์สมอง
คลังความรู้โรคสมอง
www.dradisak.com