บริการของเรา ทำไมต้องที่นี่ แพทย์ผู้ดูแล สถานที่
คลังความรู้
บทความ หนังสือ YouTube
ติดตามเรา ติดต่อ FAQ ประเมินความจำ นัดหมายปรึกษาแพทย์
หน้าหลัก คลังความรู้ เวียนศีรษะ เวียนศีรษะกับโรคหลอดเลือดสมอง
5 เวียนศีรษะ

เวียนศีรษะแบบไหนอาจเป็นโรคหลอดเลือดสมอง?

แยก Central vertigo จาก Peripheral vertigo อาการอันตรายที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล

อ่านประมาณ 7 นาที นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ

"หมอครับ เวียนศีรษะแบบนี้ใช่โรคหลอดเลือดสมองหรือเปล่า?" — นี่เป็นคำถามที่แพทย์ได้รับแทบทุกวัน หลายคนกังวลว่าอาการบ้านหมุนที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันอาจเป็นสัญญาณอันตราย ขณะที่บางคนกลับคิดว่าเป็นเพียงอาการธรรมดาและไม่ได้รีบมาพบแพทย์

ความจริงแล้ว อาการเวียนศีรษะส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง แต่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน เช่น โรคหินปูนในหูชั้นในหลุด หรือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนน้อยอาจมีอาการเวียนศีรษะจากโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะเมื่อเกิดความผิดปกติที่สมองน้อยหรือก้านสมอง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เกิดความพิการหรือเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ทำไมโรคหลอดเลือดสมองจึงทำให้เวียนศีรษะได้?

เวียนศีรษะแบบไหนอาจเป็นโรคหลอดเลือดสมอง?

สมองไม่ได้มีหน้าที่เพียงควบคุมการคิดหรือการเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางในการประมวลผลข้อมูลจากหูชั้นใน ดวงตา และระบบรับความรู้สึกจากกล้ามเนื้อ เพื่อให้เราทรงตัวได้อย่างปกติ

หากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองน้อยหรือก้านสมองตีบหรืออุดตัน สมองจะไม่สามารถประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ได้ตามปกติ จึงเกิดอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน เดินเซ หรือเสียการทรงตัวขึ้นได้ ในบางราย อาการเวียนศีรษะอาจเป็นอาการแรกของโรคหลอดเลือดสมองก็ได้

เวียนศีรษะแบบไหนที่ควรสงสัยโรคหลอดเลือดสมอง?

🚨 อาการเตือนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

แม้อาการเวียนศีรษะเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือไม่ แต่หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

  • แขนหรือขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก
  • หน้าเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน
  • พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ หรือฟังไม่เข้าใจ
  • เดินเซมากจนเดินเองไม่ได้
  • มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็น
  • กลืนลำบาก สำลักน้ำ
  • ปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นทันที
  • หมดสติหรือซึมลง

อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรรอดูอาการเอง เพราะการรักษาโรคหลอดเลือดสมองมีข้อจำกัดด้านเวลา ยิ่งได้รับการรักษาเร็ว โอกาสฟื้นตัวก็ยิ่งมาก

หากมีอาการเวียนศีรษะเพียงอย่างเดียวล่ะ?

นี่เป็นคำถามที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการเวียนศีรษะเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีอาการทางระบบประสาทอื่น มักไม่ได้เป็นโรคหลอดเลือดสมอง

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ป่วยส่วนน้อยที่โรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะบริเวณสมองน้อย อาจเริ่มต้นด้วยอาการเวียนศีรษะเพียงอย่างเดียวในระยะแรก ด้วยเหตุนี้ แพทย์จึงไม่ได้อาศัยเพียงอาการของผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังต้องตรวจระบบประสาท ตรวจการเคลื่อนไหวของดวงตา การทรงตัว และประเมินปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน เพื่อแยกโรคของสมองออกจากโรคของหูชั้นใน

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงมากขึ้น?

1

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง

  • อายุ 60 ปีขึ้นไป
  • ความดันโลหิตสูง
  • เบาหวาน
  • ไขมันในเลือดสูง
  • สูบบุหรี่
  • โรคหัวใจ โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนเต้นพลิ้ว (Atrial fibrillation)
  • เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวมาก่อน

หากมีอาการเวียนศีรษะร่วมกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว

แพทย์ตรวจอย่างไรว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือไม่?

การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด แพทย์จะประเมินลักษณะอาการ การเคลื่อนไหวของดวงตา การทรงตัว การเดิน และการทำงานของระบบประสาท หากสงสัยโรคหลอดเลือดสมอง อาจพิจารณาตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัย

ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติมเพื่อค้นหาสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง เช่น การตรวจหลอดเลือด การตรวจหัวใจ หรือการตรวจเลือด

อย่ารอดูอาการเอง

⏰ ทุกนาทีมีความหมาย

หลายคนเลือกนอนพักหรือรับประทานยาแก้เวียนศีรษะก่อน เพราะหวังว่าอาการจะดีขึ้นเอง แต่หากอาการเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง ทุกนาทีที่ผ่านไปหมายถึงการสูญเสียเซลล์สมองจำนวนมาก การรีบมาถึงโรงพยาบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

หากไม่แน่ใจว่าอาการเวียนศีรษะเกิดจากสาเหตุใด โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติทางระบบประสาทร่วมด้วย หรือมีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ไม่ควรรอดูอาการเองที่บ้าน แต่ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

ดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยง

💚 การป้องกันเริ่มได้วันนี้

แม้อาการเวียนศีรษะส่วนใหญ่จะไม่ได้เกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง แต่การดูแลสุขภาพเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงก็เป็นสิ่งสำคัญ

  • ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย
  • ควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด
  • งดสูบบุหรี่
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง หากมีโรคประจำตัว

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองตั้งแต่วันนี้ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

📋 สรุปสิ่งที่ควรรู้

  • เวียนศีรษะส่วนใหญ่เกิดจากหูชั้นใน ไม่ใช่โรคหลอดเลือดสมอง แต่หากมีอาการร่วม เช่น แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด เดินเซ หรือเห็นภาพซ้อน ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
  • ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคหัวใจ ควรได้รับการประเมินจากแพทย์หากมีอาการเวียนศีรษะเฉียบพลัน
  • การควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ คือการป้องกันที่ดีที่สุด ไม่ควรรอให้มีอาการก่อนค่อยดูแลสุขภาพ
นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา — คลินิกรักษ์สมอง

คลังความรู้โรคสมอง

www.dradisak.com