บริการของเรา ทำไมต้องที่นี่ แพทย์ผู้ดูแล สถานที่
คลังความรู้
บทความ หนังสือ YouTube
ติดตามเรา ติดต่อ FAQ ประเมินความจำ นัดหมายปรึกษาแพทย์
12 ไมเกรน

ยากลุ่ม Anti-CGRP คืออะไร?

รู้จักยากลุ่ม Anti-CGRP และ Gepants ความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการรักษาไมเกรน เหมาะกับใคร ปลอดภัยแค่ไหน

อ่านประมาณ 8 นาที นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยไมเกรนจำนวนมากเริ่มได้ยินคำว่า "ยาฉีดไมเกรน", Anti-CGRP หรือ Gepants หลายคนสงสัยว่ายาเหล่านี้คืออะไร แตกต่างจากยาป้องกันไมเกรนแบบเดิมอย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง

คำตอบคือ ยาในกลุ่ม Anti-CGRP และ Gepants เป็นยาที่ออกฤทธิ์ตรงกับกลไกการเกิดไมเกรนโดยเฉพาะ ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการรักษาไมเกรนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แม้ว่ายาเหล่านี้จะไม่ได้รักษาไมเกรนให้หายขาด แต่สามารถลดความถี่ ความรุนแรง และระยะเวลาของอาการปวดศีรษะได้อย่างมีประสิทธิภาพในผู้ป่วยจำนวนมาก

CGRP คืออะไร?

CGRP หรือ Calcitonin Gene-Related Peptide เป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการเกิดไมเกรน ในช่วงที่ไมเกรนกำเริบ ระดับของ CGRP จะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิด

  • การขยายตัวของหลอดเลือดบริเวณเยื่อหุ้มสมอง
  • การอักเสบของระบบประสาท
  • การส่งสัญญาณความเจ็บปวดที่มากผิดปกติ

ยาในกลุ่ม Anti-CGRP และ Gepants จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยับยั้งการทำงานของระบบนี้โดยเฉพาะ ช่วยลดโอกาสเกิดอาการไมเกรนตั้งแต่ต้นเหตุของโรค

Anti-CGRP และ Gepants ต่างกันอย่างไร?

แม้ว่าทั้งสองกลุ่มจะออกฤทธิ์ผ่านระบบ CGRP เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกัน

1

Anti-CGRP monoclonal antibodies

  • เป็นยาชีวภาพ (Biologic drugs)
  • ส่วนใหญ่ใช้ในรูปแบบยาฉีด
  • ออกฤทธิ์ได้นาน
  • ฉีดเดือนละครั้ง หรือทุก 3 เดือน แล้วแต่ชนิดของยา
2

Gepants

  • เป็นยารับประทาน
  • เป็นยาขนาดเล็ก (Small molecule)
  • ออกฤทธิ์ยับยั้งตัวรับของ CGRP
  • บางชนิดใช้รักษาอาการไมเกรนเฉียบพลัน บางชนิดใช้เพื่อป้องกันไมเกรน

ทั้งสองกลุ่มได้รับการออกแบบมาเพื่อรักษาไมเกรนโดยเฉพาะ แตกต่างจากยาป้องกันไมเกรนรุ่นเดิมที่พัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคอื่น

ยาฉีด Anti-CGRP ที่มีใช้ในประเทศไทย

ปัจจุบันยาฉีดในกลุ่ม Anti-CGRP ที่มีใช้ในประเทศไทย ได้แก่

  • Erenumab (Aimovig®) — ออกฤทธิ์ยับยั้งตัวรับของ CGRP (CGRP receptor)
  • Fremanezumab (Ajovy®) — ออกฤทธิ์จับกับ CGRP ligand
  • Galcanezumab (Emgality®) — ออกฤทธิ์จับกับ CGRP ligand
  • Eptinezumab (Vyepti®) — ออกฤทธิ์จับกับ CGRP ligand โดยให้ยาในรูปแบบฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ

แม้ว่ายาแต่ละชนิดจะมีกลไกการออกฤทธิ์แตกต่างกันเล็กน้อย แต่ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือช่วยลดการกำเริบของไมเกรน

ยารับประทานกลุ่ม Gepants

นอกจากยาฉีดแล้ว ปัจจุบันยังมียารับประทานที่ออกฤทธิ์ผ่านระบบ CGRP ได้แก่

  • Atogepant (Qulipta®) — ใช้สำหรับการป้องกันไมเกรน
  • Rimegepant (Nurtec ODT®) — ใช้รักษาอาการไมเกรนเฉียบพลัน และสามารถใช้เพื่อป้องกันไมเกรนในผู้ป่วยที่เหมาะสม

การมียารับประทานเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สะดวกใช้ยาฉีด หรือมีข้อจำกัดในการรักษาแบบเดิม

ยากลุ่มนี้ต่างจากยาป้องกันไมเกรนแบบเดิมอย่างไร?

ยาป้องกันไมเกรนแบบดั้งเดิม เช่น Propranolol, Topiramate, Amitriptyline, Venlafaxine เป็นยาที่พัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคอื่น แล้วภายหลังพบว่าสามารถช่วยลดไมเกรนได้ ในขณะที่ Anti-CGRP และ Gepants ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาไมเกรนโดยเฉพาะ

💡 ข้อดีของยากลุ่มนี้

ออกฤทธิ์จำเพาะต่อกลไกการเกิดไมเกรน ลดจำนวนวันที่ปวดศีรษะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความรุนแรงของอาการ โดยทั่วไปมีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย และไม่จำเป็นต้องรับประทานยาแก้ปวดบ่อยเหมือนเดิมในผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษา อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่ายารุ่นใหม่จะเหมาะกับผู้ป่วยทุกคน

ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วย Anti-CGRP หรือ Gepants?

แพทย์อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่มีลักษณะ เช่น

  • เป็นไมเกรนบ่อยจนรบกวนคุณภาพชีวิต
  • มีไมเกรนเรื้อรัง
  • ใช้ยาป้องกันชนิดเดิมแล้วไม่ได้ผลเพียงพอ
  • มีผลข้างเคียงจากยาป้องกันชนิดเดิม
  • มีข้อห้ามในการใช้ยาป้องกันบางกลุ่ม
  • ต้องการทางเลือกที่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิต

แนวทางการรักษาในปัจจุบันเปิดโอกาสให้แพทย์เลือกยาในกลุ่ม Anti-CGRP เป็นหนึ่งในยาป้องกันตั้งแต่ระยะแรกในผู้ป่วยที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยารุ่นเก่าล้มเหลวก่อนทุกคน การเลือกแนวทางรักษาจะพิจารณาร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพ ความปลอดภัย โรคร่วม ความสะดวก และค่าใช้จ่าย

ต้องรักษานานแค่ไหน? ปลอดภัยหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและการตอบสนองของผู้ป่วย ยาฉีดส่วนใหญ่ให้เดือนละครั้งหรือทุก 3 เดือน ส่วนยารับประทานจะรับประทานตามคำแนะนำของแพทย์ เมื่อควบคุมอาการได้ดีต่อเนื่อง แพทย์อาจพิจารณาลดหรือหยุดการรักษาเป็นรายบุคคล จึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ยาไปตลอดชีวิต

จากข้อมูลการศึกษาทางคลินิกและการใช้งานจริง ยากลุ่ม Anti-CGRP และ Gepants มีความปลอดภัยค่อนข้างดี ผลข้างเคียงที่อาจพบ เช่น

  • ปวด บวม หรือแดงบริเวณที่ฉีด (สำหรับยาฉีด)
  • ท้องผูก พบได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะ Erenumab
  • คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หรืออาการไม่พึงประสงค์อื่น ๆ พบได้ไม่บ่อย
  • อาการแพ้ยา ซึ่งพบได้น้อยมาก

แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมของการรักษาและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

ยังต้องดูแลตัวเองเหมือนเดิมหรือไม่?

คำตอบคือ ต้องดูแลตัวเองเหมือนเดิม แม้ว่ายากลุ่มนี้จะช่วยลดความถี่ของไมเกรนได้ดี แต่การปรับพฤติกรรมยังคงมีความสำคัญ ได้แก่

  • นอนหลับให้เพียงพอและสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารตรงเวลา
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • ลดความเครียด
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับอาการของตนเอง
  • จดบันทึก Migraine Diary

การรักษาจะได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้ยาร่วมกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน

📋 สรุปสิ่งที่ควรรู้

  • ยากลุ่ม Anti-CGRP และ Gepants ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการรักษาไมเกรน เพราะออกแบบมาเพื่อยับยั้งกลไกการเกิดโรคโดยเฉพาะ ช่วยลดจำนวนวันที่ปวดศีรษะ ลดความรุนแรง และลดการพึ่งยาแก้ปวด
  • มีทั้งรูปแบบยาฉีด (Anti-CGRP monoclonal antibodies) และยารับประทาน (Gepants) ความปลอดภัยค่อนข้างดี ผลข้างเคียงพบได้น้อย
  • ยากลุ่มนี้ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมควรอาศัยการประเมินร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย
นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา — คลินิกรักษ์สมอง

คลังความรู้โรคสมอง

www.dradisak.com