อาการปวดศีรษะเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยที่สุด หลายคนเคยมีอาการปวดหัวจากไมเกรน ความเครียด การอดนอน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคร้ายแรง
อย่างไรก็ตาม อาการปวดศีรษะบางลักษณะอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่อันตราย เช่น เลือดออกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคหลอดเลือดสมอง หรือเนื้องอกในสมอง การรู้จัก "สัญญาณอันตราย" จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที
💡 อาการปวดศีรษะส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคร้ายแรง
ก่อนอื่นอยากให้สบายใจว่า อาการปวดศีรษะส่วนใหญ่เกิดจากโรคปวดศีรษะปฐมภูมิ (Primary headache) ได้แก่ ไมเกรน ปวดศีรษะจากความเครียด และปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ — โรคเหล่านี้เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของระบบประสาท ไม่ได้เกิดจากเนื้องอกหรือเลือดออกในสมอง แต่หากมีอาการบางอย่างร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ทันที
9 สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์
1
ปวดหัวรุนแรงที่สุดในชีวิต
หากมีอาการปวดศีรษะรุนแรงมาก เกิดขึ้นทันทีภายในไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่นาที และไม่เคยปวดแบบนี้มาก่อน อาจเป็นอาการของเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง (Subarachnoid hemorrhage) ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน หลายคนอธิบายว่า "เหมือนมีอะไรระเบิดอยู่ในหัว" หากมีอาการลักษณะนี้ ไม่ควรรอดูอาการเอง
2
ปวดหัวร่วมกับแขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัด
หากปวดศีรษะร่วมกับอาการต่อไปนี้ อาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคทางระบบประสาทอื่นที่ต้องรีบประเมิน
- แขนหรือขาอ่อนแรง
- หน้าเบี้ยว
- พูดไม่ชัด
- เดินเซ
- ชาหรือสูญเสียการรับความรู้สึก
- มองเห็นภาพซ้อน
3
ปวดหัวร่วมกับไข้ คอแข็ง หรือซึมลง
หากมีอาการไข้สูง คอแข็ง ซึมลง สับสน หรือง่วงผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือสมองอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว
4
ปวดหัวหลังได้รับอุบัติเหตุ
หากมีอาการปวดศีรษะหลังศีรษะกระแทก โดยเฉพาะเมื่อมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อประเมินว่ามีเลือดออกในสมองหรือไม่
- อาเจียนซ้ำ
- ซึมลง
- สับสน
- ชัก
- แขนขาอ่อนแรง
5
ปวดหัวที่ค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
ไมเกรนมักเป็น ๆ หาย ๆ แต่หากอาการปวดศีรษะค่อย ๆ รุนแรงขึ้น ปวดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เปลี่ยนลักษณะจากเดิม หรือเป็นต่อเนื่องหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม เพราะอาจเกิดจากโรคทางสมองหรือสาเหตุอื่นที่ต้องรักษา
6
ปวดหัวครั้งแรกหลังอายุ 50 ปี
หากไม่เคยมีประวัติปวดศีรษะมาก่อน แล้วเริ่มมีอาการครั้งแรกหลังอายุ 50 ปี ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ แม้อาจไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่จำเป็นต้องค้นหาสาเหตุ เช่น โรคหลอดเลือด หลอดเลือดแดงขมับอักเสบ (Giant cell arteritis) เนื้องอกในสมอง หรือโรคทางระบบประสาทอื่น
7
ปวดหัวจนตื่นกลางดึกหรือปวดมากตอนเช้า
อาการปวดศีรษะที่ปลุกให้ตื่นจากการนอน ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนเช้า ร่วมกับอาเจียนโดยไม่คลื่นไส้ อาจสัมพันธ์กับภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ไมเกรนเองก็อาจเกิดช่วงเช้าได้ จึงต้องพิจารณาร่วมกับลักษณะอาการอื่น
8
ผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือภูมิคุ้มกันต่ำที่มีอาการปวดหัวใหม่
ผู้ที่มีประวัติโรคมะเร็ง การติดเชื้อ HIV ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือปลูกถ่ายอวัยวะ หากเริ่มมีอาการปวดศีรษะชนิดใหม่ ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเกิดจากโรคที่แตกต่างจากคนทั่วไป
9
ปวดหัวร่วมกับชักหรือหมดสติ
หากมีอาการชัก หมดสติ หรือซึมลงอย่างรวดเร็วร่วมกับอาการปวดศีรษะ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
แล้วไมเกรนล่ะ อันตรายหรือไม่?
แม้ไมเกรนจะทำให้ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน และรบกวนการใช้ชีวิต แต่โดยทั่วไป ไมเกรนไม่ใช่โรคที่ทำให้เกิดเลือดออกในสมองหรือเนื้องอกในสมอง
อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่เคยเป็นไมเกรนมานาน มีอาการที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น
- ปวดรุนแรงกว่าปกติ
- ปวดคนละตำแหน่ง
- มีอาการทางระบบประสาทที่ไม่เคยเป็น
- ปวดต่อเนื่องผิดปกติ
ก็ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เช่นกัน
ต้องตรวจ MRI สมองทุกคนหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่จำเป็น ผู้ป่วยไมเกรนส่วนใหญ่สามารถวินิจฉัยได้จากประวัติและการตรวจร่างกายโดยแพทย์
⚠️ การตรวจที่ไม่มีข้อบ่งชี้
การตรวจ MRI หรือ CT สมองจะพิจารณาเมื่อมีสัญญาณอันตราย ผลตรวจระบบประสาทผิดปกติ หรือมีอาการที่ไม่เข้าได้กับโรคปวดศีรษะปฐมภูมิ การตรวจโดยไม่มีข้อบ่งชี้ ไม่ได้ช่วยให้วินิจฉัยไมเกรนได้ดีขึ้น และอาจทำให้เกิดความกังวลจากความผิดปกติเล็กน้อยที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาการปวดศีรษะ
หากอาการปวดศีรษะเกิดขึ้นแตกต่างจากที่เคยเป็น รุนแรงผิดปกติ มีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย หรือมีข้อสงสัยว่าอาจไม่ใช่ไมเกรน อย่าลังเลที่จะรีบพบแพทย์
📋 สรุปสิ่งที่ควรรู้
- ✓อาการปวดศีรษะส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง แต่ควรสังเกตสัญญาณเตือน 9 ข้อที่อาจบ่งบอกถึงโรคทางสมองที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เช่น ปวดรุนแรงทันที แขนขาอ่อนแรง ไข้ร่วมกับคอแข็ง หรือปวดหลังอุบัติเหตุ
- ✓ไมเกรนเองไม่ใช่โรคที่ทำให้เกิดเลือดออกหรือเนื้องอกในสมอง แต่หากลักษณะอาการเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน ก็ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม
- ✓การวินิจฉัยที่รวดเร็วเมื่อมีสัญญาณอันตราย อาจช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และในบางกรณีอาจช่วยรักษาชีวิตได้
นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา — คลินิกรักษ์สมอง
คลังความรู้โรคสมอง
www.dradisak.com