บริการของเรา ทำไมต้องที่นี่ แพทย์ผู้ดูแล สถานที่
คลังความรู้
บทความ หนังสือ YouTube
ติดตามเรา ติดต่อ FAQ ประเมินความจำ นัดหมายปรึกษาแพทย์
หน้าหลัก คลังความรู้ ปวดศีรษะ ไมเกรนในผู้หญิง
16 ไมเกรน

ไมเกรนในผู้หญิง ทำไมช่วงมีประจำเดือนถึงปวดมากขึ้น?

บทบาทของฮอร์โมนเอสโตรเจน Menstrual Migraine และแนวทางการรักษาตลอดทุกช่วงชีวิต

อ่านประมาณ 8 นาที นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ

"หมอคะ ทำไมไมเกรนชอบมาก่อนมีประจำเดือนทุกครั้ง?"

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยสังเกตว่า อาการไมเกรนมักกำเริบในช่วงก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน บางคนปวดแทบทุกเดือนจนสามารถเดาได้เลยว่า "อีกไม่นานประจำเดือนกำลังจะมา"

ความจริงแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดไมเกรน ไมเกรนจึงพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2–3 เท่า และความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในแต่ละช่วงของชีวิต สามารถส่งผลต่อความถี่และความรุนแรงของอาการได้อย่างชัดเจน

ทำไมช่วงมีประจำเดือนถึงปวดไมเกรนมากขึ้น?

ตลอดรอบเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในช่วงก่อนมีประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดไมเกรนในผู้หญิงที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้หญิงหลายคนจะมีอาการ

  • ปวดก่อนมีประจำเดือน 1–2 วัน
  • ปวดในวันแรกของการมีประจำเดือน
  • หรือปวดต่อเนื่องในช่วงที่มีประจำเดือน

Menstrual Migraine คืออะไร?

หากอาการไมเกรนเกิดขึ้นสัมพันธ์กับรอบเดือน แพทย์อาจเรียกว่า Menstrual Migraine หรือไมเกรนที่สัมพันธ์กับประจำเดือน โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ

1

Pure Menstrual Migraine

อาการปวดเกิดเฉพาะในช่วงรอบเดือนเท่านั้น และแทบไม่มีอาการในช่วงอื่นของเดือน พบได้น้อยกว่า

2

Menstrually Related Migraine

เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยกว่า ผู้ป่วยยังคงเป็นไมเกรนในช่วงอื่นของเดือน แต่ช่วงมีประจำเดือนจะปวดบ่อยขึ้น หรือปวดรุนแรงกว่าปกติ

ทำไมไมเกรนช่วงมีประจำเดือนถึงรักษายากกว่า?

ผู้หญิงหลายคนสังเกตว่า ไมเกรนช่วงนี้

  • ปวดนานกว่าเดิม
  • ปวดรุนแรงกว่าเดิม
  • ยาแก้ปวดออกฤทธิ์ช้าลง
  • กลับมาเป็นซ้ำง่าย

ลักษณะเหล่านี้พบได้บ่อยใน Menstrual Migraine ทำให้บางครั้งแพทย์จำเป็นต้องปรับแผนการรักษาให้แตกต่างจากไมเกรนทั่วไป

ต้องจดรอบเดือนด้วยหรือไม่?

ควรอย่างยิ่ง

ผู้หญิงที่เป็นไมเกรนควรจด Migraine Diary พร้อมกับบันทึกวันแรกของการมีประจำเดือน เมื่อจดต่อเนื่องประมาณ 2–3 เดือน มักจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอาการปวดศีรษะกับรอบเดือนอย่างชัดเจน ข้อมูลนี้ช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้แม่นยำมากขึ้น

รักษาแตกต่างจากไมเกรนทั่วไปหรือไม่?

หลักการรักษาเหมือนกับไมเกรนทั่วไป แต่เนื่องจากอาการมีความสัมพันธ์กับรอบเดือน แพทย์สามารถวางแผนการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคนได้ โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 แนวทาง

1

รักษาเมื่อมีอาการ (Acute treatment)

เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่บ่อย เช่น เดือนละ 1–2 ครั้ง และอาการไม่รบกวนชีวิตประจำวันมาก เมื่อเริ่มมีอาการ ควรรับประทานยาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของอาการ เพราะยามักได้ผลดีที่สุดหากรับประทานเร็ว ยาที่ใช้ ได้แก่

  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
  • ยากลุ่ม Triptans
  • ยาแก้คลื่นไส้ในผู้ที่มีอาการร่วม

หากใช้ยาได้ผลดีและอาการเกิดไม่บ่อย อาจยังไม่จำเป็นต้องเริ่มยาป้องกัน

2

ป้องกันเฉพาะช่วงมีประจำเดือน (Mini-prevention)

ผู้หญิงบางคนมีไมเกรนเฉพาะช่วงก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน และแทบไม่มีอาการในช่วงอื่นของเดือน ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจไม่จำเป็นต้องรับประทานยาป้องกันทุกวัน แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาป้องกันเฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือนประมาณ 2–5 วัน และรับประทานต่อเนื่องจนพ้นช่วงที่เคยมีอาการ ยาที่นิยมใช้ ได้แก่

  • ยากลุ่ม Triptans บางชนิด
  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
💡 ข้อดีของวิธีนี้

ใช้ยาเพียงไม่กี่วันต่อเดือน ลดการได้รับยาโดยไม่จำเป็น และได้ผลดีในผู้ป่วยที่อาการสัมพันธ์กับรอบเดือนอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือไมเกรนเกิดนอกช่วงรอบเดือนบ่อย วิธีนี้อาจไม่ได้ผล และอาจจำเป็นต้องใช้แนวทางการรักษาแบบอื่น

3

ยาป้องกันไมเกรนทุกวัน (Daily preventive treatment)

หากผู้ป่วยมีอาการบ่อย เช่น ปวดหลายวันต่อเดือน ปวดนอกช่วงมีประจำเดือนร่วมด้วย อาการรุนแรงจนต้องหยุดเรียน หยุดงาน หรือกระทบต่อคุณภาพชีวิต หรือใช้ยาแก้ปวดบ่อยจนมีแนวโน้มเกิดภาวะปวดศีรษะจากการใช้ยาเกิน แพทย์มักพิจารณาเริ่มยาป้องกันไมเกรน เป้าหมายของการรักษา คือ

  • ลดจำนวนวันที่ปวดศีรษะ
  • ลดความรุนแรงของอาการ
  • ลดระยะเวลาที่ปวด
  • ลดการใช้ยาแก้ปวด
  • ป้องกันไม่ให้ไมเกรนกลายเป็นไมเกรนเรื้อรัง
  • ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

ปัจจุบันมียาป้องกันหลายกลุ่ม เช่น Beta-blockers, Topiramate, Amitriptyline, Venlafaxine, Anti-CGRP, Gepants แพทย์จะเลือกยาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยพิจารณาจากความถี่ของอาการ โรคร่วม ผลข้างเคียง และความต้องการของผู้ป่วย

ยาป้องกันมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร?

หลายคนกังวลว่า หากเริ่มยาป้องกันแล้วจะต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต ความจริงแล้ว ไม่จำเป็น เมื่ออาการควบคุมได้ดีต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง แพทย์อาจพิจารณาค่อย ๆ ลดขนาดยาหรือหยุดยาในผู้ป่วยหลายราย

ข้อดี ได้แก่ ลดจำนวนวันที่ปวดศีรษะ ลดความรุนแรงของอาการ ลดการใช้ยาแก้ปวด ลดโอกาสเกิดปวดศีรษะจากการใช้ยาเกิน และช่วยให้วางแผนการทำงาน การเรียน การเดินทาง และการใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น

ข้อจำกัด ได้แก่ ต้องรับประทานหรือใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ยาแต่ละชนิดมีผลข้างเคียงแตกต่างกัน ต้องใช้เวลาประมาณ 2–3 เดือนจึงประเมินผลการรักษาได้ และบางรายอาจต้องปรับยาหลายครั้งก่อนจะพบยาที่เหมาะสมที่สุด

แม้จะมีข้อจำกัด แต่ผู้ป่วยจำนวนมากพบว่า เมื่อจำนวนวันที่ปวดศีรษะลดลง คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นอย่างชัดเจน

แล้วฮอร์โมนช่วยรักษาได้หรือไม่?

ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีไมเกรนสัมพันธ์กับการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยฮอร์โมน หรือการปรับวิธีคุมกำเนิดร่วมกับสูตินรีแพทย์

⚠️ ไม่เหมาะกับทุกคน

วิธีนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มี Migraine with aura ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ดังนั้น ไม่ควรซื้อฮอร์โมนหรือเปลี่ยนยาคุมกำเนิดด้วยตนเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

ช่วงตั้งครรภ์ ไมเกรนจะดีขึ้นหรือแย่ลง?

ผู้หญิงหลายคน โดยเฉพาะผู้ที่เป็น Migraine without aura มักมีอาการดีขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะหลังไตรมาสแรก เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนคงที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม บางรายอาจยังมีอาการต่อเนื่อง หรือเริ่มมีไมเกรนครั้งแรกในช่วงตั้งครรภ์ได้

⚠️ สัญญาณอันตรายระหว่างตั้งครรภ์

หากมีอาการปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติในระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะร่วมกับความดันโลหิตสูง ตาพร่ามัว แขนขาอ่อนแรง หรือชัก ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นภาวะที่อันตราย เช่น ครรภ์เป็นพิษ

แล้วหลังคลอดล่ะ?

หลังคลอด ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการอดนอน ความเหนื่อยล้า และความเครียดจากการดูแลทารก ทำให้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยมีอาการไมเกรนกำเริบอีกครั้ง การรักษาในช่วงให้นมบุตรจำเป็นต้องเลือกยาอย่างเหมาะสม เพราะยาบางชนิดสามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมได้ หากจำเป็นต้องใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

วัยหมดประจำเดือนมีผลต่อไมเกรนหรือไม่?

ในช่วงใกล้วัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงมาก ทำให้ผู้หญิงบางคนมีไมเกรนถี่ขึ้นชั่วคราว แต่หลังเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนอย่างสมบูรณ์ ผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีไมเกรนสัมพันธ์กับรอบเดือน จะมีอาการดีขึ้น เนื่องจากระดับฮอร์โมนมีความคงที่มากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงบางรายยังคงมีไมเกรนต่อเนื่องได้ โดยเฉพาะหากมีปัจจัยกระตุ้นอื่นร่วมด้วย

หากคุณสังเกตว่าไมเกรนมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดิมของทุกเดือน อย่าคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องอดทน เพราะปัจจุบันมีวิธีรักษาหลายรูปแบบที่ช่วยลดจำนวนวันที่ปวดศีรษะได้

📋 สรุปสิ่งที่ควรรู้

  • ไมเกรนในผู้หญิงไม่ได้เกิดจากฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว แต่การเปลี่ยนแปลงของระดับเอสโตรเจนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายคนมีอาการกำเริบในช่วงมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หลังคลอด และวัยใกล้หมดประจำเดือน
  • ไมเกรนที่สัมพันธ์กับฮอร์โมนสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาเมื่อมีอาการ การป้องกันเฉพาะช่วงมีประจำเดือน หรือการใช้ยาป้องกันอย่างต่อเนื่อง
  • การเลือกแนวทางที่เหมาะสมควรพิจารณาร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดยคำนึงถึงความถี่ของอาการ ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และแผนการตั้งครรภ์ในอนาคต
นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา — คลินิกรักษ์สมอง

คลังความรู้โรคสมอง

www.dradisak.com