"หมอครับ เป็นไมเกรนมานาน จะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนอื่นหรือเปล่า?"
คำถามนี้เป็นหนึ่งในคำถามที่ผู้ป่วยไมเกรนถามบ่อยที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีอาการเห็นแสงวาบหรืออาการเตือนก่อนปวดศีรษะ หลายคนกังวลว่าการเป็นไมเกรนอาจนำไปสู่อัมพฤกษ์หรืออัมพาตในอนาคต
คำตอบคือ มีความสัมพันธ์กัน แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยไมเกรนทุกคนจะมีความเสี่ยงสูงต่อโรคหลอดเลือดสมอง สำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ ความเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับต่ำ และสามารถลดลงได้ด้วยการดูแลสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ
ไมเกรนทุกชนิดเสี่ยงเท่ากันหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่เท่ากัน ไมเกรนแบ่งออกเป็นหลายชนิด แต่ชนิดที่มีข้อมูลว่ามีความสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดสมองมากที่สุด คือ ไมเกรนที่มีอาการเตือน (Migraine with aura)
ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจมีอาการก่อนเริ่มปวดศีรษะ เช่น
- เห็นแสงวาบ
- เห็นเส้นซิกแซก
- เห็นจุดดำบังการมองเห็น
- ชาหรือเสียวบริเวณใบหน้าหรือแขน
- พูดลำบากชั่วคราว
อาการเหล่านี้มักค่อย ๆ เกิดขึ้น ใช้เวลาประมาณ 5–60 นาที แล้วจึงตามด้วยอาการปวดศีรษะ ส่วนผู้ที่เป็น ไมเกรนโดยไม่มีอาการเตือน (Migraine without aura) มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นน้อยกว่ามาก
ทำไมไมเกรนจึงอาจเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมอง?
ปัจจุบันยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนทั้งหมด แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น
- การเปลี่ยนแปลงของการทำงานของหลอดเลือด
- การทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด
- การอักเสบของระบบประสาท
- ปัจจัยทางพันธุกรรม
- การแข็งตัวของเลือดในผู้ป่วยบางราย
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นโดยรวมยังถือว่าไม่มาก และไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยไมเกรนส่วนใหญ่เกิดโรคหลอดเลือดสมอง
ใครบ้างที่ควรระวังเป็นพิเศษ?
แม้ความเสี่ยงโดยรวมจะไม่สูง แต่จะเพิ่มขึ้นในผู้ที่มีปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ได้แก่
- เป็น Migraine with aura
- สูบบุหรี่
- ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีเอสโตรเจน
- มีความดันโลหิตสูง
- เบาหวาน
- ไขมันในเลือดสูง
- โรคหัวใจบางชนิด
- ภาวะอ้วน
- ไม่ออกกำลังกาย
⚠️ กลุ่มเสี่ยงสูงสุด
โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุน้อยที่มี Migraine with aura และสูบบุหรี่ร่วมกับการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเอสโตรเจน ความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองจะเพิ่มขึ้นมากกว่าปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว
แล้วควรหยุดยาคุมกำเนิดหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องหยุด แต่ผู้หญิงที่มี Migraine with aura ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มหรือใช้ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีเอสโตรเจน เพราะอาจมีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า เช่น ยาคุมกำเนิดที่ไม่มีเอสโตรเจน หรือวิธีคุมกำเนิดชนิดอื่น การตัดสินใจควรพิจารณาร่วมกันระหว่างแพทย์ผู้ดูแลโรคไมเกรนและสูตินรีแพทย์
Aura ต่างจากโรคหลอดเลือดสมองอย่างไร?
ผู้ป่วยจำนวนมากตกใจเมื่อมีอาการเห็นภาพผิดปกติหรือชาครึ่งซีก เพราะกลัวว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมอง โดยทั่วไป
- อาการค่อย ๆ เป็นมากขึ้นภายใน 5–20 นาที
- อาจเริ่มจากการมองเห็นผิดปกติ แล้วตามด้วยอาการชา
- มักหายได้เองภายใน 1 ชั่วโมง
- มักตามด้วยอาการปวดศีรษะ
- อาการมักเกิดขึ้นทันที
- แขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัดตั้งแต่เริ่ม
- อาการมักไม่ค่อยดีขึ้นเองในเวลาอันสั้น
- จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
⚠️ อาการแบบใหม่ที่ไม่เคยเป็น
หากไม่เคยมีอาการลักษณะนี้มาก่อน หรืออาการแตกต่างจากไมเกรนที่เคยเป็น ไม่ควรสรุปว่าเป็นไมเกรนเอง ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการประเมิน
แล้วไมเกรนทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้จริงหรือไม่?
มีภาวะที่พบได้น้อยมากเรียกว่า Migrainous infarction ซึ่งหมายถึงการเกิดโรคหลอดเลือดสมองร่วมกับอาการไมเกรน ภาวะนี้พบได้น้อยมาก และคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด ผู้ป่วยไมเกรนส่วนใหญ่จะไม่เกิดภาวะนี้
ผู้ป่วยไมเกรนควรดูแลตัวเองอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยง?
💡 ดูแลปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขได้
แม้ความเสี่ยงจะไม่สูง แต่การดูแลสุขภาพจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมาก
- งดสูบบุหรี่
- ควบคุมความดันโลหิต
- ควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ควบคุมน้ำหนัก
- นอนหลับให้เพียงพอ
- รักษาไมเกรนอย่างเหมาะสม
- ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาคุมกำเนิดที่มีเอสโตรเจน หากมี Migraine with aura
การดูแลปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้มีผลต่อการลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าการกังวลเรื่องไมเกรนเพียงอย่างเดียว
📋 สรุปสิ่งที่ควรรู้
- ✓ไมเกรน โดยเฉพาะ Migraine with aura มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยไมเกรนทุกคนจะเกิดอัมพฤกษ์หรืออัมพาตในอนาคต
- ✓สิ่งสำคัญที่สุดคือการควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก้ไขได้ เช่น การเลิกสูบบุหรี่ การควบคุมโรคประจำตัว และการเลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมในผู้หญิงที่มี Migraine with aura
- ✓หากมีอาการทางระบบประสาทที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก รุนแรงกว่าที่เคยเป็น หรือแตกต่างจากอาการไมเกรนเดิม ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ประเมินโดยเร็ว เพราะการรักษาที่รวดเร็วอาจช่วยลดความพิการและช่วยรักษาชีวิตได้
นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา — คลินิกรักษ์สมอง
คลังความรู้โรคสมอง
www.dradisak.com