บริการของเรา ทำไมต้องที่นี่ แพทย์ผู้ดูแล สถานที่
คลังความรู้
บทความ หนังสือ YouTube
ติดตามเรา ติดต่อ FAQ ประเมินความจำ นัดหมายปรึกษาแพทย์
หน้าหลัก คลังความรู้ ปวดศีรษะ ยาป้องกันไมเกรน
10 ไมเกรน

ยาป้องกันไมเกรนมีกี่ชนิด? แต่ละแบบต่างกันอย่างไร?

ไม่มียาป้องกันไมเกรนตัวใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน — รู้จัก 6 กลุ่มยาป้องกันไมเกรน และหลักการเลือกยาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

อ่านประมาณ 10 นาที นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ

"หมอครับ มียาตัวไหนดีที่สุด?" — คำถามที่แพทย์ได้ยินบ่อยที่สุดเมื่อแนะนำให้เริ่มยาป้องกันไมเกรน

ความจริงคือ ไม่มียาป้องกันไมเกรนตัวใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน ผู้ป่วยแต่ละคนมีความถี่ของอาการ โรคร่วม อายุ การใช้ชีวิต และความต้องการที่แตกต่างกัน ยาที่เหมาะกับคนหนึ่ง อาจไม่ใช่ยาที่เหมาะกับอีกคนหนึ่ง ปัจจุบันมียาป้องกันไมเกรนหลายกลุ่ม ซึ่งแพทย์จะเลือกให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

ทำไมต้องมียาหลายชนิด?

ไมเกรนเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทที่ซับซ้อน จึงไม่มียาเพียงตัวเดียวที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน การเลือกยาจะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น

  • ความถี่ของอาการปวด
  • ความรุนแรงของไมเกรน
  • อายุ
  • โรคประจำตัว
  • ยาที่ใช้อยู่เป็นประจำ
  • การตั้งครรภ์หรือการวางแผนมีบุตร
  • ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
  • ค่าใช้จ่ายในการรักษา

ดังนั้น ผู้ป่วยสองคนที่เป็นไมเกรนเหมือนกัน อาจได้รับยาคนละชนิดก็เป็นเรื่องปกติ

6 กลุ่มยาป้องกันไมเกรน

1

ยากลุ่มเบต้า-บล็อกเกอร์ (Beta-blockers)

ยากลุ่มนี้พัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ แต่พบว่าสามารถช่วยลดความถี่ของไมเกรนได้ดีในผู้ป่วยหลายราย ยาที่ใช้บ่อย ได้แก่

  • Propranolol
  • Metoprolol
  • Atenolol (มีหลักฐานสนับสนุนในบางราย)

ยากลุ่มนี้อาจเหมาะกับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง ใจสั่น หรือหัวใจเต้นเร็วร่วมด้วย แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคหอบหืดบางราย ผู้ที่มีชีพจรช้า หรือผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ

2

ยาต้านชัก (Antiepileptic drugs)

แม้จะเป็นยาที่พัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคลมชัก แต่พบว่าสามารถลดความถี่ของไมเกรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยาที่ใช้บ่อย ได้แก่

  • Topiramate
  • Sodium valproate
  • Divalproex sodium

Topiramate อาจทำให้ชาปลายมือปลายเท้า สมาธิลดลง หรือหาคำพูดไม่ค่อยออกในบางราย ส่วนยากลุ่ม Valproate ไม่แนะนำในสตรีที่ตั้งครรภ์หรือวางแผนมีบุตร เนื่องจากอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์

3

ยาต้านอาการซึมเศร้า (Antidepressants)

หลายคนตกใจเมื่อแพทย์สั่งยากลุ่มนี้ เพราะคิดว่าตนเองเป็นโรคซึมเศร้า ความจริงแล้ว ยาบางชนิดในกลุ่มนี้สามารถช่วยป้องกันไมเกรนได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะไม่มีภาวะซึมเศร้าก็ตาม ยาที่ใช้บ่อย ได้แก่

  • Amitriptyline
  • Nortriptyline
  • Venlafaxine

ยากลุ่มนี้เหมาะกับผู้ป่วยบางรายที่มีอาการนอนไม่หลับ ปวดเรื้อรัง หรือมีภาวะวิตกกังวลร่วมด้วย

4

ยาต้าน CGRP (Anti-CGRP monoclonal antibodies)

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนายาที่ออกฤทธิ์จำเพาะต่อสาร Calcitonin Gene-Related Peptide (CGRP) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดไมเกรน ยาที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่

  • Erenumab
  • Fremanezumab
  • Galcanezumab
  • Eptinezumab

ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพดีในการลดจำนวนวันที่ปวดศีรษะ และโดยทั่วไปมีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย ข้อดีอีกประการคือ ยากลุ่มนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อป้องกันไมเกรนโดยเฉพาะ ต่างจากยากลุ่มดั้งเดิมที่พัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคอื่นก่อน

5

ยากลุ่ม Gepants

เป็นยารับประทานรุ่นใหม่ที่ออกฤทธิ์ยับยั้ง CGRP เช่นเดียวกับยาฉีด แต่รับประทานในรูปแบบเม็ด ยาที่ใช้ ได้แก่

  • Atogepant
  • Rimegepant

ยากลุ่มนี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการป้องกันไมเกรน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ยากลุ่มอื่น หรือมีผลข้างเคียงจากการรักษาแบบเดิม

6

โบทูลินัมท็อกซิน (Botulinum toxin)

หลายคนรู้จักโบทูลินัมท็อกซินในด้านความงาม แต่ในทางการแพทย์สามารถใช้รักษาไมเกรนเรื้อรัง (Chronic Migraine) ได้ ยาที่ใช้คือ OnabotulinumtoxinA

การรักษาจะฉีดยาตามตำแหน่งมาตรฐานบริเวณศีรษะ ขมับ ท้ายทอย คอ และไหล่ ทุกประมาณ 12 สัปดาห์ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะอย่างน้อย 15 วันต่อเดือน และได้รับการประเมินว่าเข้าเกณฑ์การรักษา

ยาตัวใหม่ดีกว่ายาตัวเก่าหรือไม่?

ไม่เสมอไป

แม้ว่ายารุ่นใหม่จะมีข้อดีหลายด้าน แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจำเป็นต้องใช้ ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถควบคุมไมเกรนได้ดีด้วยยาที่ใช้กันมานาน ซึ่งมีข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับจำนวนมาก และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกว่า

ในทางกลับกัน ผู้ป่วยบางรายอาจเหมาะกับยารุ่นใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อห้ามใช้ยากลุ่มเดิม มีผลข้างเคียงจากการรักษา หรือมีไมเกรนที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก

ดังนั้น การเลือกยาจึงไม่ใช่การแข่งขันว่า "ตัวไหนใหม่ที่สุด" แต่คือการเลือกยาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน

ใช้เวลานานแค่ไหนจึงจะเห็นผล?

⏳ ยาป้องกันไมเกรนไม่ได้ออกฤทธิ์ทันที

ยาป้องกันไมเกรนไม่ได้ออกฤทธิ์ทันทีเหมือนยาแก้ปวด โดยทั่วไป แพทย์จะประเมินผลการรักษาหลังเริ่มยาไปประมาณ 2–3 เดือน

ในช่วงนี้ ผู้ป่วยควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และจดบันทึก Migraine Diary เพื่อดูว่าจำนวนวันที่ปวดศีรษะ ความรุนแรงของอาการ และการใช้ยาแก้ปวดลดลงหรือไม่

การหยุดยาเองหลังรับประทานเพียงไม่กี่สัปดาห์ เพราะคิดว่ายาไม่ได้ผล อาจทำให้พลาดโอกาสได้รับประโยชน์จากการรักษา

ถ้ายาตัวแรกไม่ได้ผล ยังมีทางเลือกอีกไหม?

มี

การรักษาไมเกรนไม่ใช่การลองยาเพียงครั้งเดียวแล้วจบ หากยาตัวแรกไม่ได้ผล หรือมีผลข้างเคียงที่รบกวนชีวิตประจำวัน แพทย์สามารถปรับขนาดยา เปลี่ยนเป็นยากลุ่มอื่น หรือเลือกการรักษาแบบใหม่ที่เหมาะสมกว่าได้

ในผู้ป่วยบางราย อาจจำเป็นต้องใช้ยามากกว่าหนึ่งชนิดร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถควบคุมไมเกรนได้ดีหลังจากมีการปรับแผนการรักษาให้เหมาะกับตนเอง

ยาป้องกันไมเกรนไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ป่วยที่ปวดศีรษะรุนแรงที่สุดเท่านั้น แต่มีไว้สำหรับผู้ที่ไมเกรนเริ่มรบกวนคุณภาพชีวิต ทำให้ต้องหยุดงาน หยุดเรียน หรือจำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อยขึ้น

📋 สรุปสิ่งที่ควรรู้

  • ยาป้องกันไมเกรนมี 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ เบต้า-บล็อกเกอร์ ยาต้านชัก ยาต้านอาการซึมเศร้า ยาต้าน CGRP ยากลุ่ม Gepants และโบทูลินัมท็อกซิน — แพทย์จะเลือกให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย ไม่มีตัวใดดีที่สุดสำหรับทุกคน
  • ยาป้องกันไมเกรนต้องใช้เวลาประมาณ 2–3 เดือนจึงจะเห็นผล ควรรับประทานสม่ำเสมอและจดบันทึก Migraine Diary ไม่ควรหยุดยาเองเร็วเกินไป
  • หากยาตัวแรกไม่ได้ผลหรือมีผลข้างเคียง แพทย์สามารถปรับขนาดยา เปลี่ยนกลุ่มยา หรือใช้หลายชนิดร่วมกัน เพื่อให้ได้แผนการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคนมากที่สุด
นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา — คลินิกรักษ์สมอง

คลังความรู้โรคสมอง

www.dradisak.com